วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

27/07/2010

ตื่นแต่เช้าอีกเช่นเคย เก็บกระเป๋าออกจากที่พัก แวะไปกินข้าวซอยไก่ (วันสุดท้ายที่อยู่ที่ลำปาง) มุ่งสู่จังหวัดต่อไปคือจังหวัดสุโขทัย แต่ก่อนหน้านั้นต้องแวะสถานที่สำคัญของจังหวัดลำปางก่อน..

@ วัดปงสนุก ลำปาง
วัดปงสนุก แต่เดิมเป็นโบราณสถานที่ถูกทิ้งเอาไว้ แต่ได้รับการบูรณะใหม่จากคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยศิลปากรร่วมมือกับช่างพื้นเมือง มาฟื้นฟู มี 2 วัดคือ วัดปงสนุกเหนือ และวัดปงสนุกใต้


บริเวณทางเข้ามีบันไดนาค ซึ่งถือเป็นซุ้มประตูทางเข้าที่สำคัญ เพื่อเข้าสู่วิหาร


เจดีย์อยู่บนยอดมณฑปแบบล้านนา จะมีลักษณะที่ซ้อนกัน 3 ชั้น การที่จะบูรณะใหม่ให้มีคุณค่าเหมือนเดิมนั้น ต้องศึกษาลักษณะ วัสดุของส่วนต่าง ๆ นำมาใช้อย่างถูกต้องตามระเบียบเดิม ซึ่งวัดปงสนุกนี้มีการฟื้นฟูลักษณะแบบล้านนา และได้รับรางวัลจาก UNESCO

หลังจากที่ไปวัดปงสนุกแล้ว ก็ออกเดินทางต่อไปที่วัดศรีรองเมือง


@ วัดศรีรองเมือง ลำปาง
วัดศรีรองเมืองสร้างขึ้นในสมัยปลายรัชกาลที่ 5 ซึ่งสร้างเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เทวดาที่อยู่ในป่า ซีกหนึ่งเป็นทีอยู่ของพร ส่วนอีกซีกหนึ่งเอาไว้ให้ชาวบ้านมาทำบุญ จึงก่อให้เกิดอาคารหมู่ และอาคารพระประธาน(ทีอยู่ของพระ)

บรรยากาศภายในที่มีการบำรุงก่อสร้างใหม่
 
วัดศรีรองเมืองนั้น เป็นวัดที่ได้อิทธิพลมาจากพม่าทั้งหมด เดิมที่จะมีแต่พระพม่า แต่ภายหลังก็กลายเป็นพระไทย หลังคาที่ซ้อนชั้น ปิดโครงสร้างและตีฝ้าทั้งหมด เสา เพดาน จะมีการประดับกระจกกับไม้ และลักษณะเหล่านี้มักจะใช้กับอาคารที่มีศักดิ์ ซึ่งจะไม่ทำกับบ้านทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่จะใช้กับพระราชวังของกษัตริย์ หรืออาคารที่เกี่ยวกับศาสนา 

ระหว่างทางที่เรากำลังจะไปสุโขทัย ก็แวะดูบ้านพื้นถิ่นที่จังหวัดแพร่ เพราะเป็นทางผ่าน 

@ บ้านพื้นถิ่น แพร่
บ้านพื้นถิ่นเหล่านี้ทำให้เห็นว่าวิชาที่เคยได้เรียนมาทั้ง visual,design,constructure มีส่วนทำให้มองเห็นการเล่นจังหวะของส่วนประกอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านผนังที่มีลูกเล่นทั้งเส้นตั้งและเส้นนอน การเจาะช่องเปิดที่มีจังหวะและถ่ายเทอากาศได้ และโครงสร้างต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกัน
 

บรรยากาศของบ้านแต่ละหลังก็แตกต่างกันออกไป สังเกตที่ผนังมีการเล่นจังหวะ และลักษณะการวางไม้ที่แตกต่างกัน มีการสานกัน เกิดเส้นนอน เส้นตั้ง มีตงยื่นออกมาไม่เท่ากัน มีใต้ถุน จากทึบลงมาเป็นโปร่ง


บ้านหลังนี้ก็มีการปลูกพืชผักสวนครัว มีการยื่นชายคาออกมาเพื่อบังแสงแดดและใช้วัสดุจากธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไป
เพิงเก็บของก็มีเส้นสายที่สวยงาม มีการเจาะช่องแบบเปิดกว้างและมีส่วนทึบเพื่อให้เกิดจังหวะ
หลังจากที่เห็นความงามของบ้านพื้นถิ่นไปแล้ว ก็ถึงเวลาต้องกลับ แต่ฝนก็เทลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แล้วเราก็เอาจังหวะที่ฝนกำลังซาลงวิ่งขึ้นรถอย่างทุลักทุเล พอไปถึงโรงแรมสวัสดิพงษ์ที่สุโขทัย จัดของเตรียมออกไปกินข้าว บรรยากาศของจังหวัดสุโขทัยดูเงียบ ๆ สะท้อนถึงความเป็นเมืองเก่า ร้านค้าขายของทั่วไปก็เริ่มปิดกันหมดแล้ว แต่ยังมีร้านข้าวที่ยังคึกคักอยู่ จากนั้นก็กลับมาที่โรงแรม แล้วก็เตรียมพร้อมสู่วันพรุ่งนี้

26/07/2010

ตื่นแต่เช้า..วันนี้แวะไปกินที่ร้านข้างๆตลาด เป็นร้านก๋วยจั๊บ บรรยากาศดูเก่าๆ วินเทจหน่อย ๆ แล้วก็อร่อยมากด้วย วันนี้ต้องซื้อข้าวกลางวันไปกินด้วย เพราะว่าวันนี้เราจะไปกินกันนอกสถานที่ เลยซื้ออาหารยอดฮิตคือ ข้าวเหนียวหมูย่าง (ข้าวเหนียวที่นี่เค้าห่อด้วยใบตองด้วย)

ออกเดินทางไปที่วัดสุชาดาราม
@ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม ลำปาง
วัดสุชาดาราม มีประวัติเล่าขานที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่านางสุชาดารามไปเจอฟัก แล้วผ่าออกมากลายเป็นมรกต บ้างก็ว่าผ่ามาจากแตงโม แต่ไม่ว่าจะผ่ามาจากอะไรก็ตาม นางสุชาดารามก็สร้างประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังผ่านงานสถาปัตยกรรมให้เราได้ชมกัน


ลักษณะอาคารก็เป็นอาคารทรงเก่า ดูจากการเจาะช่อง การซ้อนชั้นหลังคา ยกฐานสูง และดูที่ช่อฟ้า มีวิหารเพื่อใช้ทำพิธีกรรมต่าง  ๆ แต่โบสถ์จะมีขนาดเล็กกว่า ถือเป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือ ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์เอาไว้





โครงสร้างเป็นแบบจั่วหน้าพรหม ที่ซ้อนตามขื่อ และไม่มีปั้นลมปิดขอบกระเบื้อง การตกแต่งก็เป็นแบบปั้นปูนปิดกับไม้
บรรยากาศภายในวิหาร
ได้รับอิทธิพลมาจากพม่า และพม่าก็เชี่ยวชาญในด้านการประดับอาคารด้วยกระจก


ภาพ(อยาก)สเกตซ์


จากนั้นเราก็นั่งรถกันต่อ..เดินทางไปกินข้าวเที่ยงที่วัดข่วงกอม

@ วัดข่วงกอม ลำปาง




วัดข่วงกอม เป็นวัดเก่าแก่แต่เิดิมนั้นมีสภาพทรุดโทรมมาก ชาวบ้านจึงร่วมใจกันสร้างขึ้น มีอิทธิพลระหว่างอาคารแบบราชการ ลอกแบบของล้านนามาใช้ และอนุรักษ์แบบสืบทอดสไตล์ ทำความเข้าใจกับงานของอดีต เป็นการผสมผสานระหว่างสมัยใหม่กับแบบประเพณี มีการสร้างวิหารเป็นการฟังเทศน์ เป็นศาลาการเปรียญ เป็นที่ของการพบปะของชาวบ้าน



การใช้วัสดุที่หาได้ง่ายตามสภาพแวดล้อม กำแพงหินที่เอามาเรียงๆกันแล้วเทปูน จากการคัดขนาดหินและเทลงไปในไม้แบบ หลังคาก็มุงด้วยกระเบื้องไม้ รอบข้างวัดก็มีหมู่บ้านรายล้อม มีคลอง มีพืชพรรณสมุนไพรท้องถิ่น
บริเวณโดยรอบวัดข่วงกอม ที่มีสภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกัน

การใช้ชีวิตอยู่ของชาวบ้านก็แสนจะเรียบง่าย มีรั้ว ลานที่ปลูกพืชผักสวนครัวไว้ทานเอง มีท้องนาอยู่หลังบ้าน ซึ่งถูกแบ่งแยกด้วยลำเหมือง(ลำคลอง) มีการปลูกพืชคลุมดิน มีบรรยากาศความร่มรื่นและความอุดมสมบูรณ์อยู่ทุกบริเวณ ได้ไปสัมผัสทุ่งนาเป็นครั้งแรก ถึงจะร้อนแ่ต่ก็ยังรู้สึกสดชื่นไปด้วยความเขียวขจีของต้นไม้นานาชนิด มองไปเห็นภูเขาและท้องฟ้าที่สดใส
จากนั้นนั่งรถต่อไปที่น้ำตกแจ้ซ้อนที่ตอนแรกคิดว่าจะไม่ได้ไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ไปถึงจนได้...

@ น้ำตกแจ้ซ้อน ลำปาง
ไม่น่าเชื่อว่าในอุทยานจะมีน้ำตกที่แบ่งฟากระหว่างน้ำร้อนกับน้ำเย็น ระหว่างทางเดินก็ได้กลิ่นเหมือนไข่ต้ม แต่เพื่อนบอกว่าเป็นกลิ่นทางเคมีชนิดหนึ่ง พอเดินเข้าไปก็มีบริการแช่น้ำแร่ มีเพื่อน ๆ หลายคนเข้าไปแช่ ออกมาหน้าแดงกันใหญ่ ถือว่ามาพักผ่อนหลังจากที่เดินกันมาทั้งวัน
บรรยากาศบริเวณบ่อน้ำแร่ 
กว่าจะกลับก็มืดซะแล้ว พอถึงที่พักก็รีบอาบน้ำนอนทันที และเริ่มเห็นว่าผิวเริ่มคล้ำขึ้นเรื่อยๆ..

25/07/2010

เช้าวันแรกของลำปาง ตื่นแต่เช้า เห็นว่ากันว่าร้านข้าวซอยข้างๆโรงแรมอร่อยมาก ก็แวะไปชิม ในร้านก็มีทั้งข้าวซอยมีหลากหลายเมนู มีขนมปังหน้าหมู หมูสะเต๊ะ เราก็ลองทุกเมนู ขอบอกว่าอร่อยมากๆ ทุกเมนู (จริง ๆ)

@ วัดไหล่หินหลวง ลำปาง
จากนั้นก็ออกเดินทางไปที่วัดไหล่หิน อำเภอเกาะคา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม เป็นวัดที่มีความเก่าแก่ในจังหวัดลำปาง และเป็นวัดที่มีคัมภีร์เก่าแก่ของล้านนาเก็บเอาไว้ วัดโบราณส่วนใหญ่ก็จะมีลานโล่งด้านหน้า มีเงาของแมกไม้มาปกคลุม  ส่วนในวัดทางล้านนาจะไม่มีศาลาการเปรียญ วัดไหล่หินถือว่าเป็นวัดที่มีระเบียบล้านนาแท้  ๆ ภายในไม่มีการตีฝ้าแต่จะแสดงให้เห็นถึงโครงสร้าง   ในส่วนทางเข้าของอาคารก็มีการวางจังหวะของอาคารแต่ละหลัง เพื่อที่จะนำเข้าไปสู่อาคารหลัก และบริเวณสำคัญที่สำคัญของวัดนี้ก็คือ กำแพงแก้ว วิหาร ที่มีการรื้อถอนสิ่งเก่า ๆ ออกไป แล้วทำการบูรณะใหม่


บรรยากาศภายในก็ดูสงบดี มีพื้นทรายที่เรียบง่าย มีการประดับประดาโครงสร้างจากช่างฝีมือในสมัยก่อน ดูภายนอกก็คิดว่ามันสวยดี แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปแล้ว การที่บูรณะใหม่นั้น อาจทำให้คุณค่านั้นลดลง เพราะสิ่งใหม่นั้นสัดส่วนก็ไม่เข้ากับของเดิม ช่างสมัยใหม่ก็คิดถึงแต่ประโยชน์ใช้้สอยเพียงอย่างเดียว ไม่คิดถึงคุณค่าของอาคารเก่า



อาจารย์จิ๋วได้กล่าวว่า การออกแบบที่ดีนั้น ต้องคำนึงถึงสเกลและสัดส่วนของเดิม สร้างความกลมกลืน ทำให้อาคารนั้นมีคุณค่า ต้องอนุรักษ์เอาไว้ ต้องเข้าใจบริบทของอาคารโบราณสถาน วัสดุท้องถิ่น รูปร่างของอาคาร และถ่ายทอดให้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด

ต่อจากนั้นก็ออกเดินทางไปวัดพระธาตุลำปางหลวง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดไหล่หินมากนัก
@ วัดพระธาตุลำปางหลวง ลำปาง
แวะกินข้าวเที่ยงที่วัดพระธาตุลำปางหลวง มีพื้นที่อเนกประสงค์ ถือเป็น public space และมีสระน้ำตามธรรมชาติ ทำให้เกิดบรรยากาศที่สงบและดูน่าเกรงขาม

บรรยากาศรอบวัดพระธาตุลำปางหลวง

วัดพระธาตุลำปางหลวง ถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปาง ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะมีพระธาตุ คือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมา และวัดพระธาตุลำปางหลวงนั้น เริ่มมีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ
ซุ้มประตูทางเข้า
จากการมองเห็นลักษณะการเรียงตัวของอิฐที่เป็นกำแพงยาว มาจนถึงตรงกลางเป็นซุ้มประตู และปรับบริเวณ ขยายเส้นตั้งของบันได เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของพื้นที่นั้น ๆ ลายธรรมจักรที่อยู่ตรงซุ้มประตู หมายถึง ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ที่เกิดเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  และมีลายเครือเถา ซึ่งเป็นลายที่แสดงถึงความเป็นล้านนาของแท้


ลายหน้าบรรณได้ถูกซ่อมแซมในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยมีการรื้อลายเดิมออก กลายเป็นลายของภาคกลาง แต่ยังรักษาตำแหน่งของอาคารเดิม เจดีย์ของล้านนานั้น จะเป็นรั้วล้อมรอบ และห้ามให้ผู้หญิงเข้าไปภายใน

หลังจากเยี่ยมชมความงามของวัดพระธาตุลำปางหลวงแล้ว ก็ออกเดินทางต่อไปที่วัดปงยางคก
@ วัดปงยางคก ลำปาง
ก่อนที่จะเข้าไปในวัด ก็มีลานโพธิ์ที่มีขนาดใหญ่ เพราะสถานที่แห่งนี้นั้นมีประวัติคือ เป็นที่เกิดของวีรบุรุษคนสำคัญที่สามารถปลดแอกพม่าได้ และนำเอาหน่อ ก้านของต้นโพธิ์จากลังกามาปลูก ซึ่งถือเป็นต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ นำมาปลูกร่วมกับต้นตาล ซึ่งต้นตาลก็มีลักษณะเป็นเส้นตั้ง ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างต้นโพธิ์และต้นตาล เรียกลานนี้ว่าลานโพธิ์

บรรยากาศบริเวณลานโพธิ์


เดินไปอีกนิดก็ถึงวัดปงยางคก อ.ห้างฉัตร
วัดปงยางคกถือว่าเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และเป็นวิหารโถงที่เดียวของประเทศไทย ทั้งลานโพธิ์และวิหาร กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ให้เป็น Cultural Landscape ที่มีองค์ประกอบที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

วิหารโถง
ส่วนภายในวิหารโถงก็มีการตกแต่งแวววาว และมีการลดทอนการตกแต่งไม้ให้มีความสำคัญที่แตกต่างกันไป
สเกต ภายในวิหารโถง




การตกแต่งภายในของวิหารโถงนั้น จะลดทอนความสำคัญลงมาเรื่อย ๆ จะให้ความสำคัญที่สุดคือส่วนหลังคา มีการประดับตกแต่งลวดลาย มาถึงเสาที่ประดับลวดลายลดน้อยลง จนแสดงให้เห็นวัสดุคือไม้ และจากผนังที่ปิดกั้นก็กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโล่ง มีลักษณะเป็นเรขาคณิต แล้วต่อด้วย special form (ที่ว่างของพื้นที่นั้นถูกกำหนดด้วยระนาบ) ซึ่งเป็นการออกแบบที่มีลูกเล่น สามารถนำไปใช้ได้กับงานสมัยใหม่ได้..

ออกเิดินทางต่อ...หลับไปสักพัก...เอ้าลงงง
@ หมู่บ้านพื้นถิ่น ลำปาง
แวะไปตามบ้านเรือนแบบพื้นถิ่นที่อยู่สองฝั่งถนน ได้เห็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติ การวางผังของบ้าน การใช้พื้นที่ต่าง  ๆ ให้เกิดประโยชน์ ที่สะดุดตาก็รู้สึกจะเป็น "ฝาไหล" ที่เปิด-ปิดได้ ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน สามารถเปิดให้ลมเข้าได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นผนังบ้านได้ด้วย ถือว่าเป็นความคิดของคนโบราณที่ร่วมสมัยเลยทีเดียว

บ้านพื้นถิ่น
บ้านแต่ละหลังก็จะมีความพิเศษแตกต่างกันไป 

เดินผ่านหลายบ้าน เข้าไปถ่ายรูป ทำให้นึกไปถึงสมัยก่อนว่าสภาพแวดล้อมก็คงจะอุดมสมบูรณ์ การใช้ชีวิตของคนโบราณก็เรียบง่าย เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ แล้วนำสิ่งที่มีอยู่รอบ  ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ มีบ้านอยู่หลังหนึ่งซึ่งตอนแรกอ.จิ๋วก็นำพวกเราเข้าไปถ่ายรูป แต่พอเห็นหลังคา..เป็นหลังคาลอนคู่ อ.จิ๋วก็เดินออกไป แล้วบอกว่า "ไม่สวยแล้วๆ เปลี่ยนหลังคาใหม่แล้ว" สังกะสีถือว่ามีอิทธิพลกาับการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก จริง ๆ แล้วถ้าชาวบ้านเห็นถึงความงามก็คงจะเก็บหลังคานั้นไว้ แต่ด้วยความที่เทคโนโลยีก็เริ่มเข้ามามีบทบาท และยังสะดวกในหลาย  ๆ ด้าน ก็ทำให้วัสดุที่เคยใช้นั้นเริ่มเลือนหายไป..

ส่วนเพดานของบ้าน การเชื่อมต่อของแต่ละส่วน
แต่ก็ยังมีบ้านที่เป็นลักษณะนี้ให้เห็นอยู่ทั่วไป ส่วนใหญ่จะยกใต้ถุนบ้าน เพื่อใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ อย่าง รวมถึงการเล่นระดับภายใน ซึ่งในแต่ละบ้านก็มีความละเอียดที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ความคิดของเจ้าของบ้าน ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าจะนำไปใช้ในการออกแบบได้เช่นกัน ^^

พื้นที่ในห้องครัว มีการใช้แสงจากธรรมชาติด้วย
พอแดดหมดก็นั่งรถกลับที่พัก..เพื่อตื่นตอนเช้าเหมือนเดิม

  

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

24/07/2010

ออกเดินทางวันแรก..
เวลานัดคือแปดโมงเช้า(เผื่อเลทอีกหนึ่งชั่วโมง) รถออกเก้าโมง ระหว่างออกเดินทางก็แวะถ่ายรูป ทุ่งสีเขียวข้างทาง

@ จังหวัดอุทัยธานี
ถึงจังหวัดอุทัยธานีตอนเที่ยง แวะกินก๊วยเตี๋ยวไก่ เห็นเค้าว่ามีร้านก๊วยเตี๋ยวไก่อร่อยมากอยู่ร้านนึง เข้าไปถึงก็สั่งพิเศษด้วยความหวังว่าจะอร่อยมาก เพราะตอนนั้นหิวมาก หิวสุดๆ พอมาถึงก็ตกใจ ทำไมมันช่างน้อยอะไรอย่างนี้ เส้นน้อย เนื้อกินไปชิ้นเดียว สามสิบบาทยังไม่พอ เผ็ดอีกต่างหาก เจ็บใจจริงๆ โมโหสักพักเลยกลับมากินร้านในวัด บะหมี่อร่อยมาก (รู้งี้ไม่เดินไปซะไกลขนาดนั้น)
บน: ก๊วยเตี๋ยวไก่ พิเศษ 30
ล่าง: บะหมี่ ธรรมดา 25


@ เรือนแพ จังหวัดอุทัยธานี
ต่อจากนั้นก็ออกเดินทางไปดูเรือนแพ ที่กล่าวว่ามีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย เพราะคนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ การประกอบกิจกรรมหรือวัฒนธรรมก็จะเกี่ยวกับสายน้ำเป็นหลัก ในสมัยก่อน เรือนแพมีวัสดุเป็นไม้ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาวัสดุ คือการนำสังกะสีมาใช้เป็นวัสดุหลักในการมุงหลังคาและำทำผนัง


การใช้ชีวิตของผู้คนในชุมชนเรือนแพนั้นก็แสนเรียบง่าย มีการใช้กระชังปลาไว้จับปลา ประกอบอาชีพทำมาค้าขาย ถ้ามองในแง่ของความงาม การนำวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ไม้ สังกะสี บ้องไม้ไผ่ นำำมาใช้เป็นส่วนประกอบ เช่น ทางเดินไม้ สังกะสีที่มุงหลังคา การทำบันไดไม้ที่มีลักษณะไม่เท่ากัน ทำให้เกิดลูกเล่น มีความสวยงามในความเรียบง่าย และตรงกับการใช้งาน ขนาดสัดส่วนของเรือนแพจะพอดีกับคนที่อาศัยอยู่ จริงๆแล้วเราก็น่าจะนำไปประยุกต์ใช้กับงานสมัยใหม่ได้ เช่น ในเรื่องของการลอยน้ำ การเชื่อมพื้นที่แต่ละพื้นที่ให้สามารถติดต่อกันได้ การคำนึงถึงความเหมาะสมของสัดส่วนการใช้งาน

ภาพสเกต เรือนแพ 

เรือนแพนั้น เกิดขึ้นเพราะเมื่อสมัยก่อนมีการค้าขายทางน้ำ มีการติดต่อกับต่างประเทศ ทำสนธิสัญญา เกิดการขยายชุมชน ชาวนาก็ร่ำรวยขึ้น เพราะคนไทยปลูกข้าว ก็มีการล่องเรือมาซื้อข้าว ที่บนบกก็อาจจะไม่พอ ก็เลยมาสร้างเป็นเรือนแพ แต่ปัจจุบัน การสัญจรทางน้ำเริ่มมีความสำคัญน้อยลง การสร้างเรือนแพก็ลดลงด้วย เพราะมีความเจริญของเทคโนโลยีเข้ามา ทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนเป็นวัสดุใหม่ๆ ไม่เห็นคุณค่าของบ้านโบราณ


@ ตลาดไนท์บาซาร์ จังหวัดกำแพงเพชร
พอตกเย็น แวะกินข้าวที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นตลาดไนท์บาซาร์ แวะกินราดหน้าแถมด้วยลูกชิ้นจาก อ.ไก่ (อร่อยมาก ๆ ค่ะ)

ถึงที่พักที่จังหวัดลำปางประมาณเกือบ ๆ ตีหนึ่ง เป็นที่พักที่ดีกว่าที่คิดไว้มาก เพราะคิดว่าถ้ามาทริปต้องได้ที่พักที่ร้อนมากแน่ๆ แต่ยังดีที่ที่พักมีแอร์และน้ำอุ่น เลยรู้สึกหายเหนื่อย ต้องรีบนอนด้วยเพราะว่าต้องตื่นแต่เช้า

10/07/2010

ตื่นแต่เช้าไปขึ้นรถที่คณะ ออกเดินทางไปสระบุรี...
@ บ้านเขาแก้ว
บ้านของอ.ทรงชัย วรรณกุล
เป็นบ้านที่มีบรรยากาศของอดีต มีมรดกทางวัฒนธรรมจากคนรุ่นเก่าที่คนรุ่นใหม่อย่างเราๆควรจะอนุรักษ์เอาไว้ เป็นทั้งที่เรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ ที่มีแต่ของอดีต ที่จะเป็นของใหม่ก็คือกระเบื้องเท่านั้น เป็นบ้านที่มีอายุ 100 กว่าปี มีความเรียบง่าย ธรรมชาติ น้ำ สิ่งแวดล้อมและความเงียบสงบ แต่เดิมเป็นท้องนา   แล้วอ.ทรงชัยก็ซื้อบ้านเก่า มาทำเป็นเรือนหมู่ ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพชนสร้างมา แสดงถึงลักษณะเฉพาะของความเป็นไทย
อ.ทรงชัย เจ้าของบ้าน ที่เห็นถึงคุณค่าของไทย

บรรยากาศของบ้านไทย ที่มีความร่มรื่น เขียวขจี น่าอยู่

ลักษณะของบ้านไทยในสมัยก่อน มีบ้าน มีลานดิน เวลาฝนตกน้ำก็จะซึมลงลานดิน ดินก็จะอุ้มน้ำ เกิดความชุ่มชื้นให้แก่ดินมีความเย็นพัดเข้าสู่ตัวบ้าน เป็น open space ที่เป็นส่วน  domestic ของบ้านไทย ไม่ใช่เป็นลานคอนกรีตเพิ่มความร้อนเหมือนในปัจจุบัน และมีการปลูกไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม เป็นองค์ประกอบของวิถีชีวิต

อ.ทรงชัยได้กล่าวว่า "ขอให้เรามีความเป็นไทย รักเมืองไทย" เป็นคำกล่าวที่ครอบคลุมในทุกเรื่องจริง ๆ


เดินไปข้ามไปฝั่งตรงข้ามก็เจอพิพิธภัณฑ์ไทยวน..
@ พิิพิธภัณฑ์ไทยวน
การนำภูมิปัญญาของบรรพชนมา่ใช้ และยังอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

กระบวนการในการออกแบบ
การวางอาคารไม่เป็นไปตามประเพณีไทย แต่จัดวางโดยการใช้งานของปัจจุบันที่ต้องการใช้  เพราะต้องการมุมมองในด้านของสระน้ำ และต้นไม้ที่มีอยู่เดิม เพราะเงาของต้นไม้ที่ทอดลงมานั้นก็สามารถบังแดดให้ลานตรงกลางได้ และอ.จิ๋วได้กล่าวถึงคำว่า hidden ซึ่งหมายความว่า มีหลาย function ที่อยู่ในที่เดียวกัน พื้นที่ตรงกลางก็สามารถสลับการใช้งานได้ เช่น การใช้เล่นดนตรีไทย ที่ต้องการมองมุมที่สูง ก็มีพื้นที่ด้านบน มีบันได แต่ถ้าฟ้อนรำก็จะมองมุมตรง ซึ่งก็จะมีพื้นที่ด้านล่างที่ต่อเนื่องไปกับริมน้ำ

บรรยากาศบริเวณลานโล่ง
การออกแบบ

มีการวางสัดส่วนของแต่ละอาคารที่ลงตัว โครงสร้างไม้ยังสามารถนำมาต่อกันได้ มีขนาดเป็นมาตรฐาน และเนื่องจากอาคารอยู่ริมตลิ่งที่มีลักษณะชัน ก็เลยยกอาคารให้สูงขึ้น มีศาลาโล่ง และมีการวางกลุ่มอาคารที่สามารถเชื่อมต่อกันในแต่ละส่วนได้ มีการเล่นระดับ การใช้ร่มเงาจากร่มไม้และธรรมชาติมาสอดแทรกกับลาน ทำให้เกิดบรรยากาศ และการกำหนดพื้นที่ด้วยระนาบ ทำให้เกิดความโปร่งโล่ง เย็นสบาย 
ซึ่งในทุกวันเสาร์ที่นี่ก็จะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฟ้อน ตีกลอง ที่สืบทอดกันมากว่า 100 ปี เด็กๆก็จะมาทำกิจกรรมกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ดีงาม น่าอนุรักษ์



ก่อนกลับกรุงเทพฯ ก็แวะกินแวะช้อปก่อนเล็กน้อย
บะหมี่เป็ด 25 บาท อร่อยมั่ก ๆ

บรรยากาศเมืองสระบุรี


07/07/2010

หลังจากที่เรียนวิชาโปรเฟสเสร็จตอนเช้า รีบกินข้าวเที่ยง แล้วเตรียมตัวไปกับอ.จิ๋ว
ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหนกัน รู้แต่นัดตอนเที่ยง
ว่าแล้วก็นั่งรถคณะออกไปกับสน. นั่งไปสักพักรถก็จอดข้างถนน เราก็งงว่าจอดทำไม
แล้วก็ลงๆกันไป ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ว่าการไป field trip ต้องเป็นยังไง แนวไหน รู้แต่ว่าต้องร้อนแน่ๆ
พอไปถึงอ.จิ๋วก็สอน อธิบายเกี่ยวกับชุมชนพื้นถิ่น...ว่ามีลักษณะอย่างไร ใช้ชีวิตอยู่อย่างไร


@ ชุมชนพื้นถิ่น (ทุ่งครุ)
บรรยากาศที่นี่ดูแตกต่างจากในเมืองมาก ทั้งๆที่ยังอยู่ในกรุงเทพแต่เหมือนอยู่ต่างจังหวัดที่อยู่ไกลๆ มีความเรียบง่าย เป็นบ้านลักษณะเรือนเครื่องผูก การใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ สร้างบ้านริมน้ำ ปลูกต้นไม้ให้มีความร่มรื่น การเลี้ยงสัตว์ การนำวัสดุที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบบ้าน เช่น รั้วไม้ไผ่ หลังคาแฝก แสดงถึงภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีความพอเพียงและเรียบง่าย




ต่อจากนั้นก็นั่งรถต่อไปที่โรงเรียนรุ่งอรุณ
@ โรงเรียนรุ่งอรุณ
โรงเรียนรุ่งอรุณมีการนำสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเข้ามาใช้ การใช้วัสดุที่ได้มาจากธรรมชาตินำมาเป็นองค์ประกอบของโครงสร้าง เสริมสร้างให้เด็กได้ซึมซับบรรยากาศที่เรียบง่าย และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
กระบวนการออกแบบ
การเข้าใจภาษาท้องถิ่น มีความสำคัญมาก ต้องคำนึงถึงว่าสามารถอยู่ร่วมกับบรรยากาศท้องถิ่นได้หรือไม่ แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับสมัยใหม่ จะมากหรือน้อยนั้นก็อยู่ที่การตัดสินใจของโปรแกรมและผู้ออกแบบ ต้องฝึกประสบการณ์ในการเก็บข้อมูล คำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งาน การใช้วัสดุท้องถิ่น และการนำความคิดของชาวบ้านมาใส่ในงานออกแบบ มาสอดคล้องใ้ห้กับความเป็นสากล เป็นเหมือนการตอบแทนบุญคุณชาวบ้าน
การออกแบบ
การนำวัสดุธรรมชาติมาใช้เป็นโครงสร้าง การเล่นระนาบนอนที่ทำให้เกิดจังหวะ การเจาะช่องที่มีความโปร่งโล่งเพื่อการระบายอากาศ การใช้เทคนิคการก่อสร้าง และการเอาวัสดุมาร้อยเรียงให้มีลักษณะที่ร่วมสมัย
สถาบันอาศรมศิลป์ ที่อยู่ถัดจากโรงเรียนรุ่งอรุณ
การออกแบบที่มีการผสมผสานระหว่างงานพื้นถิ่นและงานร่วมสมัย